บนเส้นทางที่ค้นพบตัวเราอีกครั้ง

siraphobk siraphobk #personal#reflection

จุดพักอันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ผมได้พูดคุยกับตัวเอง โน้ตสั้น ๆ ที่จะคอยย้ำเตือนในอนาคตให้เดินไปตามที่จิตใจเรียกร้อง

0. บทเกริ่นนำ

คืนหนึ่งผมนอนหลับไม่ลง ไม่มีเหตุผลชัดเจน ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ แต่กลับมีความรู้สึกสับสนลึก ๆ อยู่ภายในใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้สิ ไม่เคยมองมันจริงจังเลยสักครั้ง จนกระทั่งเราเริ่มรู้สึกว่า

“เอ้อ… เริ่มไม่ไหวแล้วนะ”

ผมเลยต้องหยุดและตั้งใจฟังเสียภายในใจตัวเอง ผมได้ค้นพบว่ามีหลายสิ่งที่เรากำลังสับสนกับมัน เหล่าเรื่องทุกข์ใจภายในทั้งที่เกิดจากตนเองและผู้อื่น ผมได้สดับฟังอย่างตั้งใจถึงแม้จะไม่เห็นทางออกหรือวิธีแก้ปัญหาในตอนนี้

การได้หยุดฟังและพูดคุยกับตนเองทำให้ผมคิดได้ว่าคนเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้แม้อยู่ในช่วงเวลาใด ถึงผมเข้าใจดีว่าผมเองก็ยังไม่ได้อายุมากขนาดนั้นที่จะสามารถพูดแบบนี้ได้ ผมเพียงคาดหวังว่าการพินิจใจตนเองในครั้งนี้จะทำให้ผมได้เป็นสุขกับตนเองพร้อมค้นพบเส้นทางและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในชีวิต

1. ความสับสน เสียงเพรียกในใจ และบทสนทนากับตัวฉันเอง

จนกระทั่งทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวผมค่อย ๆ มีสีสันลดลง ชีวิตที่ทุก ๆ วันเหมือนกันไปหมด ผมรู้สึกเหมือนกับร่างกายของผมนั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณ เป็นเพียงสิ่งห่อหุ้ม เป็นเปลือกนอกที่ว่างเปล่าที่ลอยไปตามกระแสเวลารอวันดับสูญและไม่มีจุดหมายตายตัว

วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา มองไปในกระจก ผมเห็นคนน่าเบื่อ คนที่ทำอะไรเดิม ๆ เล่นโซเชียลไปวัน ๆ ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความสำเร็จ ไม่มีงานอดิเรก ไม่มีเรื่องให้ตื่นเต้น กับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นทุกวันผนวกกับกาลเวลาที่หลุดมือเราไปเรื่อย ๆ ทำให้ผมกลัวว่าผมจะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ไม่อาจจะสร้างตัวเองให้ยิ่งใหญ่พอจะดูแลคนที่รักได้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงใจของตนเองกำลังร้องเรียก

นายกำลังทำอะไรอยู่ ตอนนี้นายมีความสุขใหม นายเป็นอะไรกันแน่

ใช่แล้ว ผมทำอะไรอยู่นะ ทำไมไม่มีความสุขขนาดนี้ ผมเป็นอะไรกัน?! คำถามนี้พาผมย้อนกลับไปมองตัวเองอีกครั้ง ผ่านมุมมองสามแบบ: “สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น” กับ “สิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น” กับ “สิ่งที่เราเป็นจริง ๆ”

ผมมักจะคิดตลอดว่าคนอื่นจะคิดว่าเราเป็นคนยังไงนะ หลายคนคงคิดว่าผมเป็นคนตลกเข้าถึงง่าย คุยเก่ง แต่ความจริงแล้วไม่เลย โดยเนื้อแท้ไม่เคยเป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยพูด ไม่เคยใจเย็นและผมออกจะขี้โมโหซะด้วยซ้ำ! แค่ไม่เคยแสดงออกให้เห็นอย่างจริงจังเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม บนกรอบที่คนอื่นตีให้ ผมก็ตามน้ำไปตลอดเพราะผมรู้ว่าทำแบบนี้แล้วคนอื่นจะมีความสุข (จะเป็นเช่นนั้นจริงไหม ผมเองก็ไม่รู้)

ผมคิดกับตัวเองเสมอว่าเราเป็นคนเจ๋ง เราเดินเขาตั้งแคมป์ เราเล่นดนตรี เราสร้างสิ่งประดิษฐ์ เราเนิร์ด เรากี๊ก(Geek) แต่นั่นมันเจ๋งจริงรึเปล่า ทำไมทุกครั้งหลังจากทำสิ่งเหล่านั้นเรากลับยิ่งรู้สึกว่าเปล่า ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ มันไม่แย่แต่ก็ไม่เติมเต็ม ทำให้ผมต้องมองกลับมาอีกครั้งว่าเราทำไปเพราะเราอยากทำมันจริง ๆ หรือเพราะเราแค่คิดว่าทำแล้วมัน “ดูเจ๋ง” ก็แค่นั้น? มากไปกว่านั้นผมก็ประเมินความสามารถของตัวเองสูงไปเช่นกัน ผมคิดว่าผมสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นไม่เลย หลาย ๆ สิ่งหลายอย่างที่อยากทำหรือทำไปแล้วก็ไม่ค่อยสำเร็จ อาจจะเพราะอุปสรรคบางอย่าง หรือใจผมที่ไม่เข็มแข็งมากพอจะทุ่มเทไปกับมัน นั่นก็เป็นอีกสิ่งที่ผมคิดว่าผมเป็นแต่ไม่ใช่เลย

สิ่งที่ผมกลั่นกรองได้จากการนั่งสังเกตตนเอง คือ

  • ผมทำบางสิ่งเพราะผมคิดว่ามันจะดูยอดเยี่ยมในสายตาคนอื่น หลายอย่างผมไม่ได้อยากทำมันจริง ๆ แต่แค่คิดว่าทำก็เท่แล้ว อยากให้คนยอมรับ อยากให้คนชื่นชม แต่พอคิดเป็นเพียงแค่ตัวเรา สิ่งเหล่านั้นก็ไม่น่าสนใจอีกต่อไป
  • ผมเป็นพวกบ้าความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ผมอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามดั่งใจนึก อยากให้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ ผมสุขใจและใช้เวลาในช่วงการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ หากแต่ไม่เคยคิดจะลงมือทำอย่างจริงจัง หากแผนนั้นยากเกินไปหรือดูเป็นไปไม่ได้ ผมก็มีแนวโน้มที่จะยกเลิกไม่ทำมันตั้งแต่แรก
  • ความเครียดของผมมีจริงและมันพยายามจะแสดงออกทางร่างกาย ปวดหัวไมเกรน ปวดท้อง คลื่นไส้ คืออาการที่แสดงออกมาเมื่อผมต้องเผชิญความเครียดหนักจากอาการวิตกกังวลหรือเมื่อต้องเจอสิ่งยาก ๆ เป็นเวลานาน ผมเคยคิดว่ามันเป็นแค่อาการป่วยทางร่างกาย แต่จิตใจต่างหากที่กำลังบอกให้เรารู้ตัวว่าต้องปรับเปลี่ยนแล้วนะ

2. มองภายในให้กว้างขึ้น มองภายนอกให้แคบลง

สิ่งแรกที่ผมควรทำในตอนนี้คือ หยุด

หยุดคิดมากกระวนกระวาย แล้วมองเข้าไปในตัวเองให้กว้างขึ้น ดูภาพรวมว่าสถานการณ์ของเราจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร ในช่วงที่กำลังสับสนนี้ เรามีอะไรบ้าง — คนที่เรารัก งานประจำ ที่นอน รถขับ บ้านให้กลับ สุขภาพที่แข็งแรง สิ่งรอบตัวพร้อมอยู่แล้วทั้งหมด สิ่งที่ขาดมีเพียงการเติมเต็มภายใน ผ่านกระบวนการบางอย่างที่ต้องค้นหาให้เจอ

ในทางกลับกัน โลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่เกินไป จนเมื่อเทียบขนาดกับตัวเองแล้ว ทุกสิ่งที่ทำดูไร้ความหมาย เหมือนไม่ส่งผลอะไรเลย แต่นั่นคือความคิดที่ผิด เพราะสิ่งยิ่งใหญ่ทุกอย่างล้วนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ทั้งนั้น ผมจึงควรเลิกมองโลกในภาพกว้าง แล้วโฟกัสที่จุดเล็กตรงหน้าก่อน — สนใจสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ วางแผนและลงมือทีละนิด แค่นี้ก็น่าจะเริ่มมองเห็นทางได้ชัดขึ้น

3. บนเส้นทางในการค้นพบตัวเองอีกครั้ง

สิ่งแรกบนเส้นทางนี้คือการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองผิดพลาดได้

ยิ่งโตขึ้น พื้นที่สำหรับความผิดพลาดก็ยิ่งแคบลง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องจริง เพราะภาระและความเสี่ยงในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทำให้หลายคนพลาดไม่ได้ แต่สำหรับผม ปัญหาไม่ใช่ความเสี่ยงที่แท้จริง หากคือความกลัวเสียเอง — กลัวพลาดจนไม่กล้าเริ่มสิ่งใหม่ จมอยู่กับความคิดเดิม กลัวเสียเงินเสียเวลา จนจำกัดความเป็นไปได้ของตัวเองไปโดยไม่จำเป็น ต่อจากนี้ผมจะให้โอกาสตัวเองได้ลองสิ่งใหม่มากขึ้น ออกจากคอมฟอร์ตโซน ชอบก็ไปต่อ ไม่ชอบก็หยุด แค่นั้นเอง

สิ่งต่อมาคือความใจดีกับตัวเอง และการลดความบ้าความสมบูรณ์แบบลง

ผมไม่จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุดตั้งแต่ครั้งแรก แค่ทำให้พอใช้ได้ก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะยอดเยี่ยม หลักคิดนี้ผมใช้ทุกวันในงานเขียนโปรแกรม — ไม่มีใครเขียนโค้ดที่สมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่บรรทัดแรก ต้องสร้างมันขึ้นมาก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปทีละขั้น แต่กลับไม่เคยนำหลักการง่าย ๆ นี้มาใช้กับชีวิตตัวเองเลยสักครั้ง จากนี้ไปผมจะนำมันมาใช้กับทุกเรื่อง เพราะรู้สึกโล่งขึ้นมากเมื่อยอมรับได้ว่า “พอใช้ได้ก่อน” ก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือค่อยพัฒนาทีหลัง

4. บทส่งท้าย

เพื่อนของผมคนนึงเคยพูดไว้ว่า “เวลาน่ะมีพอ แต่พลังงานนี่สิ”

นั่นเป็นเรื่องจริงอย่างถึงที่สุด แต่ละวันเรามีพลังงานจำกัด และการเลือกใช้มันอย่างเหมาะสมกับสิ่งที่มีคุณค่าหรือสิ่งที่เรารักต่างหาก คือสิ่งที่จะพาเราไปข้างหน้าได้จริง

ผมยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร แต่ผมรู้แล้วว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมดตั้งแต่วันนี้ แค่มีพลังงานพอจะเดินต่อไปทีละก้าว และใจดีกับตัวเองมากพอที่จะพลาดได้บ้างระหว่างทาง ก็เพียงพอแล้ว

หากวันไหนที่ผมลืมบทความนี้ไป ก็ขอให้ตัวเองในอนาคตได้กลับมาอ่านมันอีกครั้ง แล้วจำไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นอย่างสมบูรณ์แบบ ขอเพียงเริ่มต้น — และสุดท้ายนี้ คงขอให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงไว้ก่อน เพราะหากคุณสบายดี คุณจะมีปัญหาได้เป็นพัน แต่หากคุณป่วย ปัญหาของคุณจะเหลือเพียงอย่างเดียว